Page 2412 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2412
๒๓๙๗
โดยอาจเริ่มจากการเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ต้องหาหรือจ าเลยภายในองค์กรศาลยุติธรรมโดยให้แต่ละศาล
สามารถเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันได้โดยสะดวกรวดเร็วหรืออาจเก็บข้อมูลของผู้ต้องหาหรือจ าเลยทั้งหมดไว้ใน
้
ศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันเพื่อให้ศาลทั่วประเทศสามารถเข้าถึงขอมูลเกี่ยวกับประวัติการกระท าความผิดหรือ
ื่
ประวัติหลบหนีการปล่อยชั่วคราวของผู้ต้องหาหรือจ าเลยของศาลอนได้ด้วย เนื่องจากในปัจจุบัน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรีสามารถตรวจสอบประวัติการกระท าความผิดหรือประวัติการหลบหนีการปล่อย
ชั่วคราวของผู้ต้องหรือจ าเลยได้เฉพาะคดีของศาลจังหวัดกาญจนบุรีเท่านั้น ยังไม่อาจตรวจสอบข้อมูล
ในคดีที่ผู้ต้องหาหรือจ าเลยไปกระท าความผิดหรือหลบหนีการปล่อยชั่วคราวของศาลอนได้ นอกจากนี้
ื่
ื่
ื่
การเชื่อมโยงฐานข้อมูลของผู้ต้องหาหรือจ าเลยไปยังหน่วยงานอนที่เกี่ยวข้องเพอให้ศาลได้รับข้อมูล
เกี่ยวกับผู้ต้องหาหรือจ าเลยครบถ้วนก็เป็นสิ่งที่จ าเป็น ดังตัวอย่างของการท าบันทึกข้อตกลงระหว่างศาล
กับกรมราชทัณฑ์ที่ศาลสามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์ได้ ท าให้สามารถทราบถึงประวัติ
ื่
การกระท าความผิดในศาลอนทั่วประเทศ หากในอนาคตส านักงานศาลยุติธรรมมีการท าบันทึกข้อตกลง
ื่
ื่
เพอการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ต้องหาหรือจ าเลยไปยังหน่วยงานอนในกระบวนการยุติธรรม เช่น ส านักงาน
อยการสูงสุด ส านักงานต ารวจแห่งชาติ หรือกรมคุมประพฤติ เพอให้ทราบว่าผู้ต้องหาหรือจ าเลย
ั
ื่
ที่มายื่นค าร้องขอปล่อยชั่วคราวเคยมีประวัติถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา เคยถูกออกหมายจับ
หรือเคยผิดเงื่อนไขในการคุมความประพฤติมาก่อนหรือไม่ หากศาลมีข้อมูลเหล่านี้ครบถ้วนก็จะท าให้
การสั่งค าร้องขอปล่อยชั่วคราวมีประสิทธิภาพมากขึ้นและความจ าเป็นในการเรียกหลักประกันก็จะลดลง
ตามไปด้วย
๕. ส่งเสริมให้มีการน ามาตรการท างานบริการสังคมแทนค่าปรับมาใช้ให้มากยิ่งขึ้น เดิมก่อนที่
ศาลจังหวัดกาญจนบุรีจะเริ่มต้นน าแนวทางการปล่อยชั่วคราวตามนโยบายประธานศาลฎีกามาใช้
มีผู้ต้องหาจ านวนมากที่ไม่ได้ยื่นค าร้องขอปล่อยชั่วคราวเนื่องจากไม่มีหลักประกันมาเสนอศาล เมื่อ
้
ถึงก าหนดฟองคดีส่วนใหญ่ของศาลมักเป็นข้อหาไม่ร้ายแรง หากจ าเลยไม่มีประวัติกระท าความผิดมาก่อน
ิ
ศาลก็มักพพากษาให้ลงโทษจ าคุกและปรับ แล้วรอการลงโทษจ าคุกไว้ ข้อเท็จจริงที่พบแทบทั้งหมดปรากฏว่า
กลุ่มจ าเลยเหล่านี้ถูกขังมาพอแก่โทษปรับแล้ว หรือแม้กระทั่งบางครั้งขังไปเกินกว่าค่าปรับแล้วหลายวัน
จึงเป็นตัวอย่างของการขังที่เกินจ าเป็นในอดีต หากมองอย่างผิวเผินก็ดูเหมือนจ าเลยเหล่านี้จะไม่ได้รับ
ความเสียหายใด เนื่องจากระยะเวลาที่ถูกคุมขังสามารถน ามาหักกับจ านวนค่าปรับได้ แต่หากมอง
ให้ละเอยดจะพบว่ากลุ่มจ าเลยเหล่านี้แทบจะไม่มีโอกาสได้ใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายอาญาในการ
ี
ขอท างานบริการสังคมแทนค่าปรับเลย เพราะถูกขังมาจนครบค่าปรับแล้วทั้งสิ้น ต่อมาเมื่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี
เริ่มขับเคลื่อนนโยบายของประธานศาลฎีกา กลุ่มจ าเลยเหล่านี้จึงมีโอกาสได้รับปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้
หลักประกัน แต่เมื่อถึงชั้นพจารณาเมื่อศาลพพากษาให้ลงโทษจ าคุกและปรับแต่รอการลงโทษจ าคุกไว้
ิ
ิ
จ าเลยเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ในขณะยื่นค าร้องขอปล่อยชั่วคราวยังไม่มีเงินที่จะน ามาใช้เป็น
หลักประกัน จึงเป็นที่คาดหมายได้ว่าจ าเลยเหล่านี้ย่อมไม่มีเงินที่จะช าระค่าปรับได้เช่นกันหากไม่มีการ
ส่งเสริมให้มีการน ามาตรการในการท างานบริการสังคมแทนค่าปรับมาใช้ ก็แทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไร
กับการน าแนวทางการปล่อยชั่วคราวในรูปแบบใหม่มาใช้ เพราะสุดท้ายจ าเลยก็ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับอยู่ดี

