Page 1522 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 1522

๑๕๐๙





                                               ิ
                                     ิ
                        ๙. ความเป็นอสระของผู้พพากษาจากหนังสือพมพ (Independence of the Judiciary from
                                                                 ิ
                                                                    ์
                 the media)
                        ๑๐. ความเป็นอิสระของผู้พพากษาจากผู้พพากษาเอง (Independence of the Judiciary from
                                                           ิ
                                               ิ
                 the judges themselves)
                                             ู
                        หลักความเป็นอิสระของผ้พิพากษาในประเทศไทย
                        หลักความเป็นอสระของผู้พพากษาในประเทศไทยมีมาแต่โบราณ โดยปรากฏอยู่ในคัมภีร์
                                      ิ
                                                 ิ
                                  ั
                 พระธรรมศาสตร์ อนเป็นกฎหมายเก่าดั้งเดิมตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา และใช้เรื่อยมา
                 จนถึงตอนต้นของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในคัมภีร์
                                                                     ั
                 พระธรรมศาสตร์ได้กล่าวถึงลักษณะ “กระลาการ” ไว้ว่า “อนว่าเหตุแห่งกระลาการทั้งหลายประการ
                 อันมโนสาราจารย์ส าแดงไว้ดังนี้ ฯลฯ คือกระลาการตั้งให้เปนอิศรภาพ ๑ คือเอาตัวโจทจ าเลยเปนอิศรภาพ
                                                                           ๗
                                                                                      ิ
                            ั
                 ในคดี ๑ คือฟงเอาแต่ถ้อยค าส านวนโจทจ าเลยเปนอิศรภาพในคดี ๑”   กล่าวคือ อสรภาพของผู้พพากษา
                                                                                                  ิ
                 หรือตุลาการ ได้แก่ การวางตัวเป็นกลางจากโจทก์และจ าเลยในคดี และรับฟงเฉพาะพยานหลักฐานใน
                                                                                  ั
                              ๘
                 ส านวนเท่านั้น   นอกจากนี้ ตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ยังได้กล่าวถึงข้อปฏิบัติและการวางตนของ
                    ิ
                 ผู้พพากษาตุลาการไว้ว่า “บุคคลผู้ใดผู้เปนตระลาการถ่วงเสียซึ่งยุติธรรมด้วยอคติ ๔ ประการ คือ รัก โกรธ
                               ิ
                                                                       ี
                                                                                                    ั
                 กลัว หลง แล้วพจารณาความผิดจากพระธรรมศาสตร์ แลล าเอยงเข้าด้วย ฝ่ายโจท ฝ่ายจ าเลย อนว่า
                 เกียรติยศและโภคศิริสวัสดีแห่งตระลาการนั้นก็จะถอยเสื่อมสูญไปประดุจพระจันทร์ในวันกาพปักษ์ จะถึง
                                       ั
                                ั
                 ซึ่งเดือดร้อนเปนอนมาก อนว่าบุคคลผู้ใดเปนตระลาการมิได้ล่วงเสียซึ่งความยุติธรรมด้วยอคติ ๔ ประการ
                 ดังกล่าวแล้ว แลประกอบด้วยศีลสัตย์ แลพิจารณาข้อคดีแห่งราษฎรทั้งปวงถูกต้องตามพระธรรมศาสตร์
                 กล่าวไว้นั้น อนว่าเกียรติยศ แลโภคศิริสวัสดิมงคลแห่งตระลาการผู้นั้นก็จะจ าเริญขึ้นทุกวันดุจพระจันทร์
                            ั
                               ๙
                 ในวันศุกรปักษ์”
                                        ิ
                        นอกจากนี้ คัมภีร์อนทภาษยังได้กล่าวไว้ว่า “ลักษณะแห่งผู้พพากษาแลตระลาการทั้งหลายอน
                                                                            ิ
                                                                                                       ั
                                         ิ
                 รู้สิ้นแม้โอวาทแห่งสมเด็จอนทราธิราช ตั้งอยู่ในสัตย์แลศีล มีอาการอนเที่ยงตรงดังตราชูแลบันทัด
                                                                              ั
                 มีจิตมัธยมอย่างกลางมิได้ถึงซึ่งอะคติธรรม ๔ ประการ”   อันหมายถึง หลักความเป็นกลาง ไม่มีความล าเอยง
                                                             ๑๐
                                                                                                      ี
                                                                              ั
                 ซึ่งได้แก่ อติหรือความล าเอยง ๔ ประการ คือ ฉันทาคติ ความล าเอยงอนเกิดจากความพอใจ โทสาคติ
                                                                          ี
                                        ี
                                                                      ั
                          ี
                 ความล าเอยงอนเกิดจากความโกรธ ภยาคติ ความล าเอยงอนเกิดจากความเกรงกลัว และโมหาคติ
                                                                  ี
                              ั
                 ความล าเอียงอันเกิดจากความไม่รู้
                        ศาสตราจารย์พิเศษโสภณ รัตนากร ให้ความรู้ว่า “หลักอินทภาษ” อันเกี่ยวเนื่องกับค าสอนในทาง
                 พทธศาสนา ซึ่งในกฎหมายตราสามดวงกล่าวว่า ผู้ใดจะเป็นผู้พพากษาตัดสินคดีพงกระท าสันดานให้
                                                                        ิ
                                                                                        ึ
                  ุ

                        ๗  ร. แลงกาต์, กฎหมายตราสามดวง (พระนคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เล่ม ๑ หน้า ๑๗.
                        ๘  ศักดา โมกขมรรคกุล, “ความเป็นอิสระของผู้พิพากษา,” บทบัณฑิตย์ เล่มที่ ๕๒ (กันยายน ๒๕๓๙), หน้า ๘.
                        ๙  เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘.
                        ๑๐  จารุณี ฐานรตาภรณ์, “พระบิดาแห่งกฎหมายไทยกับสถานะ เกียรติศักดิ์และความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
                 ในการพิจารณาพิพากษาคดี,” ในคอลัมน์ เยือนอดีต วารสารศาลยุติธรรม ๓ (สิงหาคม –กันยายน ๒๕๔๖) เล่มที่ ๑๔ หน้า
                 ๖๑.
   1517   1518   1519   1520   1521   1522   1523   1524   1525   1526   1527