Page 1523 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 1523

๑๕๑๐





                                                                                              ุ
                 ปราศจากอคติ ๔ ประการ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ ภยาคติ และโมหาคติ ท าจิตให้ตั้งอยู่ในอเบกขาญาณ
                                                               ๑๑
                 จึงจะได้ชื่อว่าเป็นตุลาการ คือ มีอาการเสมือนด้วยตราชู
                        ความเป็นอสระของผู้พพากษาในประเทศไทยซึ่งเดิมปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช
                                            ิ
                                  ิ
                                                                                             ั

                 โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้มีอ านาจสูงสุด การบริหารประเทศเป็นอานาจของพระมหากษตริย์ที่จะเป็น
                 ผู้ตัดสินคดีความด้วยพระองค์เอง และอาจมอบหมายให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็น
                 ผู้พพากษาชี้ขาดข้อพพาทได้ ท าให้การแบ่งแยกอานาจในการปกครองไม่มี ต่อมามีนักกฎหมายรุ่นแรกที่
                                   ิ
                    ิ

                                           ั
                 ได้รับการอบรมมาจากประเทศองกฤษซึ่งมีแนวคิดในการใช้กฎหมายระบบคอมมอนลอว์ (Common Law)
                 โดยศาลต้องยึดหลักกฎหมายในการตัดสินคดี ซึ่งปรากฏจากต าราของลอร์ดฮอลส์บุรี (Lord Hallsbury)
                 ได้กล่าวว่า "พระมหากษัตริย์และรัฐมนตรีของพระองค์จะต้องไม่รบกวนในกิจการงานฝ่ายยุติธรรม
                 พระมหากษัตริย์จะต้องไม่ใช้พระบรมเดชานุภาพบังคับบัญชาความเห็นในการวินิจฉัยคดีของผู้พพากษา
                                                                                                  ิ
                                                                                  ิ
                 โดยวิธีการท าให้เกรงกลัวการถูกปลดออกจากราชการ จึงมีกฎหมายตั้งไว้ว่าผู้พพากษาย่อมด ารงต าแหน่ง
                 อยู่ตลอดเวลาที่มีความประพฤติดี...”   จึงท าให้ศาลในสมัยนั้นพจารณาคดีไปตามตัวบทกฎหมายไม่มี
                                                                         ิ
                                                 ๑๒
                                                               ิ
                 การแทรกแซงกิจการของศาล และศาลมีความเป็นอสระไปตามตัวบทกฎหมายอย่างมั่นคงจนท าให้
                                                                                           ื่
                 กระบวนการยุติธรรมในศาลไทยได้รับการยกย่องไม่เป็นที่น้อยหน้าต่อประเทศอน จนกระทั่งมี
                 การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย หลักความเป็นอสระของผู้พพากษาไทย
                                                                                             ิ
                                                                                   ิ
                                                                            ิ
                 รัฐธรรมนูญทุกฉบับได้มีบทบัญญัติหลักประกันความเป็นอสระให้กับผู้พพากษาไว้ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ
                                                                 ิ
                                      ุ
                 แห่งราชอาณาจักรไทย พทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๘๘ วรรคสอง บัญญัติว่า ผู้พพากษาและตุลาการ
                                                                                       ิ
                 มีอสระในการพจารณาพพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม
                   ิ
                                      ิ
                              ิ
                 และปราศจากอคติทั้งปวง
                        อธิบดีผู้พิพากษาภาคและอ านาจหน้าที่
                        พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง   ได้แบ่งเขตอานาจศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร
                                                                 ๑๓


                 ออกเป็น ๙ ภาค โดยมีอธิบดีผู้พพากษาภาคท าหน้าที่ดูแลศาลชั้นต้นที่อยู่ในเขตอานาจของตนให้เป็นไป
                                            ิ
                 ด้วยความเรียบร้อยและเป็นแนวทางเดียวกัน และมีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคท าหน้าที่ช่วยอธิบดีผู้พิพากษา
                 ภาคตามที่ได้รับมอบหมาย อธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้พพากษาในศาลชั้นต้นที่อยู่ในเขตอ านาจของตนด้วย
                                                               ิ






                        ๑๑  โสภณ รัตนากร, “ความเป็นอิสระของผู้พิพากษากับการแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม,”
                 ที่ระลึกวันศาลยุติธรรม ๒๑ เมษายน ๒๕๔๘, หน้า ๑๑๓.
                        ๑๒  ปรีดี เกษมทรัพย์, “ระบบตุลาการและความอิสระของตุลาการ, วารสารนิติศาสตร์ มธ., ปีที่ ๒๒ เล่มที่ ๓
                 หน้า ๓๓๖.
                        ๑๓  พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละหนึ่งคน จ านวนเก้าภาค
                 มีสถานที่ตั้งและเขตอ านาจตามที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมก าหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา กับให้มีรอง
                 อธิบดี  ผู้พิพากษาภาค ภาคละสามคน ในกรณีที่มีความจ าเป็นเพื่อประโยชน์ในทางราชการ คณะกรรมการบริหาร
                 ศาลยุติธรรมโดยความเห็นชอบของประธานศาลฎีกาจะก าหนดให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมากกว่าสามคนแต่ไม่เกิน
                 หกคนก็ได้
   1518   1519   1520   1521   1522   1523   1524   1525   1526   1527   1528