Page 2061 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2061
๒๐๔๓
ี
รัฐธรรมนูญ หากพิจารณาอกทางหนึ่งก็อาจกล่าวได้ว่า อันที่จริงแล้ว ศาลยุติธรรมก็ยังมีอานาจในการพิจารณา
ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่อยู่ โดยหากศาลพจารณาว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ิ
ิ
ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็พจารณาคดีต่อไปได้ แต่หากศาลพจารณาแล้วเห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ิ
ื
่
นั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะต้องส่งมาให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาด จึงเหมอนกับวา
่
่
อานาจในการพิจารณาปัญหาวากฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไมนั้น ยังคงเป็นของศาลอยู่
ครึ่งหนึ่ง
รัฐธรรมนูญฉบับพทธศักราช ๒๕๓๔ จึงเปลี่ยนแปลงหลักการดังกล่าวโดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐๖
ุ
ว่า “ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งโดยศาล
ี
่
ั
ิ
ี
่
เห็นวามเหตุผลอนสมควรว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๕ และยังไมมค าวนิจฉัย
ิ
ิ
ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพจารณาพพากษาคดีไว้ชั่วคราว
ื่
ิ
แล้วส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการ เพอคณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะได้พจารณาวินิจฉัย” ซึ่งบทบัญญัติ
เช่นนี้ ท าให้ในกรณีที่มีคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีนั้น ศาลจะไม่มีอานาจ
วินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ แต่กระนั้น ศาลยังเป็นผู้กลั่นกรองได้
ชั้นหนึ่งอยู่ว่าค าโต้แย้งว่าในประเด็นว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้นมีเหตุผลอน
ั
สมควรหรือไม่
ุ
เมื่อมีศาลรัฐธรรมนูญขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับพทธศักราช ๒๕๔๐ นั้น บทบัญญัติในเรื่องนี้ก็มีการ
ี
เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยส าคัญอกครั้ง โดยในตอนนั้นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ คือมาตรา ๒๖๔ ได้
บัญญัติว่า “ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่า
่
บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๖ และยังไมมค าวนิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่
ิ
ี
ิ
ิ
เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพจารณาพพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการ
เพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย” โดยบทบัญญัตินี้เป็นผลให้ในกรณีที่คู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่ง
กฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลผู้รับค าโต้แย้งไม่มีอานาจใช้ดุลยพนิจพจารณาว่าค าโต้แย้งนั้นมี
ิ
ิ
ั
เหตุผลอนสมควรหรือไม่ เนื่องจากอานาจดังกล่าวเป็นของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้ชี้ขาดเอง ตามความใน
มาตรา ๒๖๔ วรรคสอง ที่ว่า “ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าค าโต้แย้งของคู่ความตามวรรคหนึ่งไม่เป็นสาระ
ิ
ั
อนควรได้รับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พจารณาก็ได้” แต่อย่างไรก็ตาม ศาลที่รับค า
ิ
โต้แย้งนั้นก็ยังคงมีอานาจพจารณาในเงื่อนไขที่ว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่คู่ความโต้แย้งนั้นเป็นบทบัญญัติ
แห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีหรือไม่ และตรวจสอบว่าเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีค าวินิจฉัยแล้ว
หรือไม่อยู่ ทั้งนี้ รายละเอียดจะได้น าเสนอในหัวข้อต่อ ๆ ไป
อย่างไรก็ตาม ในการบังคับใช้จริง ก็ปรากฏว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็เปิดช่องให้
ื่
คู่ความใช้เพอประโยชน์ในการประวิงคดีได้ เนื่องจากหากเป็นกรณีที่เข้าเงื่อนไขเบื้องต้นครบตามรัฐธรรมนูญ
ในขณะนั้น ได้แก่ ค าร้องของคู่ความเป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลที่จะใช้บังคับแก่คดีและ
ยังไม่มีค าวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนั้นแล้ว ศาลผู้รับค าโต้แย้งนั้นจะต้องส่งความเห็นให้
ศาลรัฐธรรมนูญในทุกกรณี และเมื่อส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว กระบวนพจารณาทั้งหมดที่จะด าเนิน
ิ
ต่อไปในศาลนั้นจะหยุดชะงักไปจนกว่าจะมีค าวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เคยมีการศึกษาวิจัยว่า เมื่อศาลส่ง

