Page 2089 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2089

๒๐๗๑





                                                                                       ๓๒
                        โดยเห็นกันว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงคุณค่าที่สุดในการตรวจสอบยืนยันข้อเท็จจริง  และเชื่อว่าวิธีการ
               เหล่านี้จะท าให้ความจริงปรากฏขึ้นในที่สุด


                        ๓) เน้นเรื่องภาระการพิสูจน์ และมีการก าหนดกฎเกณฑ์กากับการรับฟังและวินิจฉัยพยานหลักฐาน
                                        ื่
                       ี
                                                                                                ื่
               โดยละเอยดและเคร่งครัด เพอคัดกรองเฉพาะพยานหลักฐานที่ดีที่สุด มีบทตัดพยานหลักฐานเพอสกัดกั้น
                                                    ิ
               พยานหลักฐานที่มีข้อบกพร่องมิให้เข้าสู่การพจารณา เนื่องจากระบบนี้มอบหน้าที่ในการชี้ขาดข้อเท็จจริงแก ่
                                                                                                     ๓๓
               คณะลูกขุน (jury) ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่มิได้มีความรู้กฎหมายหรือทักษะในการวิเคราะห์พยานหลักฐาน
                        นอกจากระบบการค้นหาความจริงจะเป็นไปในแนวทางเดียวกับระบบการด าเนินคดี ยังมี

               ความสัมพนธ์กับระบบกฎหมาย วิธีค้นหาความจริงของศาลในระบบซีวิลลอว์และในระบบคอมมอนลอว์จึงมี
                        ั
               ลักษณะแตกต่างกัน


                                                               ์
                                                         ี
               ๓. บทบาทการค้นหาความจริงของศาลในระบบซวิลลอวและระบบคอมมอนลอว          ์
                     ระบบซีวิลลอว์ถือก าเนิดขึ้นในภาคพนยุโรป โดยได้รับอทธิพลมาจากระบบกฎหมายโรมันและระบบ
                                                   ื้
                                                                   ิ
               กฎหมายศาสนา (canon law of the Roman Catholic Church) ในยุคกลาง ส่วนระบบคอมมอนลอว์ถือ
               ก าเนิดขึ้นในประเทศองกฤษหลังชาวนอร์มันเข้ายึดครองเกาะองกฤษในปี ค.ศ. ๑๐๖๖ ระบบกฎหมาย
                                  ั
                                                                      ั
               ๒ ระบบนี้ จึงมีแนวคิด นิติวิธี รวมตลอดถึงทัศนคติทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมแตกต่างกัน
                                                                                 ๓๔
               ซึ่งความแตกต่างยังรวมไปถึงระบบการด าเนินคดีและวิธีการค้นหาความจริงในคดี

                     ๓.๑ บทบาทของศาลในประเทศซีวิลลอว    ์

                                                                  ิ
                                                                                     ื้
                     ในยุคกลาง กฎหมายและการศาลของศาสนาคริสต์มีอทธิพลครอบคลุมภาคพนยุโรป เดิมศาลศาสนา
                     ิ
               ใช้วิธีพสูจน์ด้วยการด าน้ าลุยไฟ (ordeals) อาศัยค าชี้ขาดจากพระเจ้า (judgment of God) ต่อมา the
               Fourth Lateran Council of 1215 ยกเลิกวิธีพิสูจน์ดังกล่าว และได้ก่อก าเนิดระบบการพิสูจน์ตามกฎหมาย
                                                ๓๕
               (the system of statutory proof) ขึ้น  พฒนาเป็นระบบไต่สวนแพร่หลายไปทั่วภาคพนยุโรป แม้ระบบนี้
                                                                                         ื้
                                                    ั

               ๓๒  Alfred Denning, Freedom under the Law, (London: Srevens & Sons Limited, 1949), p.62.
               ๓๓  Karim A.A. Khan, Caroline Buisman and Christopher Gosnell (eds), supra note 28, p.29.
               ๓๔  John Henry Merryman and Rogelio Pérez-Perdomo, supra note 1, pp.1-14.
               ๓๕  ระบบการพิสูจน์ตามกฎหมายใชวิธีการก าหนดน้ าหนักพยานหลักฐานไว้ล่วงหน้าและตายตัว เป็นต้นว่า ในคดีอาญา
                                          ้
               ร้ายแรงต้องมีประจักษ์พยาน ๒ คน ขึ้นไป มาเบิกความยืนยันความผิด หรือมีค ารับสารภาพของจ าเลย จึงจะถือว่าเพียง
               พอที่จะพิสูจน์ได้ว่าจ าเลยมีความผิด (full proof) โดยไม่ให้ความส าคัญกับพยานแวดล้อม (indicia) หากมีประจักษ์พยาน
               ยืนยันเพียง ๑ ปาก จะถือว่าพิสูจน์ได้เพียงครึ่งเดียว (half proof) ไม่อาจลงโทษได้ ต้องใช้ค ารับสารภาพประกอบ ก่อให้เกิด
               ระบบการทรมานขึ้นในกระบวนการยุติธรรม (judicial torture) เพื่อให้รับสารภาพ หรือให้เปิดเผยพยานหลักฐาน. see
   2084   2085   2086   2087   2088   2089   2090   2091   2092   2093   2094