Page 2329 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2329
๒๓๑๑
2. ความขัดแย้งจากเหตุปัจจัยภายนอก
ความขัดแย้งจากเหตุปัจจัยภายนอกเกิดจากข้อมูล ความต้องการ ผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ หรือ
ชาติพันธุ์ที่แตกต่างกัน
ิ
พทธศาสนามองว่าเหตุปัจจัยภายในเป็นต้นเหตุที่แท้จริงของการเกิดความขัดแย้ง คู่พพาทที่
ุ
มีปัญจธรรม หรืออกุศลมูลในจิตใจ จะมีความคิดเป็นมิจฉาทิฏฐิจึงเกิดการแสดงออกในทางที่ไม่เหมาะสม
ั
จนเกิดความขัดแย้งขึ้น ปปัญจธรรม หมายถึง หลักธรรมที่ก่อให้เกิดความเนิ่นช้าในการพฒนามีอยู่ 3
ิ
ประการ คือ ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ ปปัญจธรรมแต่ละตัวจะส่งผลต่อการแสดงออกของคู่พพาทแตกต่าง
กัน กล่าวคือ ตัณหา เกิดจากคู่พิพาทที่มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งอันเป็นที่รักมากเกินไป จนเกิดความอยากที่
จะได้อยู่กับสิ่งที่รัก แย่งสิ่งที่เป็นที่รักกลับมา หรือการได้อยู่กับสิ่งที่รักตลอดไป ทิฏฐิ เกิดจากคู่พพาท
ิ
ื่
มีความยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อ ความคิด และความเห็นของตน แล้วยอมรับไม่ได้ที่ผู้อนคิดต่างจากตน
ส่วนมานะ เกิดจากคู่พพาทมีความยึดมั่นถือมั่นว่า ตนเป็นผู้มีชาติตระกูล มีการศึกษา มีปัญญา มีสิ่งอนที่
ื่
ิ
ื่
เลิศ หรือด้อยกว่าผู้อน แล้วแสดงออกต่อบุคคลอนด้วยมานะดังกล่าว ซึ่งความขัดแย้งของมนุษย์ส่วนใหญ่
ื่
เกิดจากตัณหา เพราะมนุษย์ที่ยังไม่ได้รับการฝึกจิตจนสามารถควบคุม ความคิด หรือความต้องการได้
จะแสดงออกในทางที่ตอบสนองความคิด และความต้องการของตนอยู่ตลอดเวลา
ิ
คู่พพาทที่มีอกุศลมูลในจิตใจจะน าไปสู่ความขัดแย้งได้ กล่าวคือ อกุศลมูลที่มีอยู่ในจิตใจ
ิ
ื้
ของคู่พพาทจะท าให้คู่พพาทแสดงพฤติกรรมในทางลบออกมาได้หลากหลายตามพนฐานของอกุศลมูล
ิ
โดยโลภะจะท าให้คู่พพาทแสดงออกถึงความเห็นแก่ตัว ตระหนี่ เอาเปรียบ โทสะ จะท าให้คู่พพาทแสดงถึง
ิ
ิ
ี
ความเกรี้ยวกราด อวดดี หาช่องทางท าร้ายอกฝ่าย ส่วนโมหะ จะท าให้คู่พพาทแสดงออกถึงความยึดมั่น
ิ
ในความคิด ความเห็น และไม่ยอมรับฟงความคิดเห็นของผู้อน นอกจากนี้ เมื่อเกิดความขดแย้งขึ้นจะท าให้
ั
ื่
ั
ิ
ี
ี
คู่พพาทมีอคติต่ออกฝ่าย จนท าให้กระบวนการรับรู้ข้อเท็จจริงเกิดความโน้มเอยงไปในทางที่มองเหตุการณ์
ั
เลวร้ายกว่าความเป็นจริงและตอบสนองที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ ซึ่งล้วนส่งผลให้ความสัมพนธ์ของคู่พพาท
ิ
เลวร้ายลง จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาหาทางออกร่วมกัน
ื่
พทธศาสนามีวิธีการคิดเพอแก้ปัญหาต่าง ๆ เรียกว่า “การคิดแบบโยนิโสมนสิการ” โดยการคิด
ุ
12
แบบโยนิโสมนสิการเป็นปัจจัยที่ท าให้เกิดสัมมาทิฏฐิ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) สรุปลักษณะวิธีการคิด
แบบโยนิโสมนสิการ จากพระไตรปิฎกไว้ว่า มีอยู่ 10 วิธี ดังนี้
ิ
1. การคิดแบบสืบสาวถึงเหตุปัจจัย เป็นการคิดพจารณาสืบสาวจากผลไปหาเหตุที่จะเข้าไป
จัดการแก้ไข หรือการพิจารณาจากสภาพปัญหาข้อพิพาท เพื่อหาวิธีการแก้ไขจากเหตุปัจจัยที่ส่งผลสืบเนื่อง
กัน หรือเรียกว่า “การคิดแบบปฏิจจสมุปบาท” หรือ “อิทัปปัจจยตา”
2. การคิดแบบแยกแยะ เป็นการคิดแบบวิเคราะห์กระจายเนื้อหา พจารณาให้รู้ทุกสรรพสิ่ง
ิ
ล้วนเป็นไปตามสภาวะ การคิดแบบนี้ใช้กับการพจารณาความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง เพอลดความยึดมั่น
ิ
ื่
ถือมั่นในอัตตาตัวตน
ื่
ั
3. การคิดแบบสามญลักษณ์ เป็นการพจารณาให้รู้เท่าทันการปรุงแต่งของจิต เพอให้เข้าใจว่า
ิ
อาการของสรรพสิ่งล้วนเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง เกิดแล้วดับไป ไม่เที่ยงแท้ เมื่อสิ่งที่มีความไม่เที่ยงมาพบกัน
จึงเกิดความขัดแย้ง หรือเกิดทุกข์ เพราะสภาวะที่บีบคั้น กดดัน
12 พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), ปรัชญาการศึกษาไทย, (กรุงเทพมหานคร : พิมพลักษณ์, 2528), หน้า
179 - 196.

