Page 2330 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2330
๒๓๑๒
ิ
4. การคิดแบบอริยสัจ เป็นการท าความเข้าใจปัญหาข้อพพาทให้ชัดเจน ด้วยการไล่เรียงลงไปหา
ิ
ื่
เหตุว่าเกิดจากอะไร และมีปัจจัยอะไรที่ประกอบกันขึ้น เพอก าหนดเป้าหมายในการยุติปัญหาข้อพพาท
และก าหนดวิธีการไกล่เกลี่ยไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
ั
ิ
5. การคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ เป็นการพจารณาให้เห็นความสัมพนธ์ระหว่างหลักการกับ
จุดมุ่งหมาย หลักการ หมายถึง วิธีการที่จะน าไปปฏิบัติ ส่วนจุดมุ่งหมาย หมายถึง ประโยชน์ที่พึงประสงค์
6. การคิดแบบเห็นคุณ เห็นโทษ เป็นการพิจารณาอย่างรอบด้าน เผื่อไว้ส าหรับความไม่แน่นอนที่
อาจเกิดขึ้น ทั้งที่ชอบใจ และไม่ชอบใจ เพอให้จิตอยู่เหนือสภาวะความผันผวนนั้น โดยใช้หลักการคิด
ื่
3 ด้าน คือ 1) คิดในส่วนที่ดี ที่น่าปรารถนา น่าพึงพอใจ 2) คิดในส่วนไม่ดี มีข้อบกพร่องที่อาจเกิดโทษภัย
และ 3) คิดหาทางออกเพื่อให้หลุดจากความไม่แน่นอน
7. การคิดแบบรู้คุณค่าแท้ คุณค่าเทียม เป็นการพจารณาเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอย เป็นการคิด
ิ
แบบสกัดกิเลสตัณหาออกจากประโยชน์ที่ควรได้รับ โดยคุณค่าจ าแนกออกเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย
1) คุณค่าแท้ หมายถึง ประโยชน์ที่เกิดจากการใช้สิ่งนั้นเพอส่งเสริมคุณภาพชีวิตโดยตรง เช่น คุณค่าของ
ื่
สิ่งของเครื่องใช้ คือ ประโยชน์ใช้สอย และ 2) คุณค่าเทียม หมายถึง สิ่งคิดว่าสามารถใช้เสริมภาพลักษณ์
ของตนได้ เช่น มองคุณค่าสิ่งของเครื่องใช้ที่ความหรูหรามากกว่าประโยชน์ใช้สอย ซึ่งคุณค่าประเภทนี้ใช้
กิเลสเป็นตัวชี้วัด
ื่
8. การคิดแบบเร้าคุณธรรม เป็นการคิดเพอสกัดเอาตัณหาออกจากข้อมูล เป็นการคิดที่ส่งเสริม
คุณธรรม สร้างกระบวนคิดในแง่ดี และส่งเสริมการกระท าที่ถูกต้องดีงาม
ื้
ิ
9. การคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน เป็นการใช้ปัญญาพจารณาปัญหาบนพนฐานของปัจจุบัน ตรงกัน
้
ุ
ข้ามกับการคิดหวนคิดอดีต หรือคิดแบบเพอฝันกับอนาคต ซึ่งการคิดแบบอยู่กับปัจจุบันในทางพทธศาสนา
ื้
คือ การคิดแบบอยู่บนพนฐานความจริงที่เป็นปัจจุบัน โดยค านึงถึงบทเรียนจากอดีต และตระหนักถึง
อนาคต
ิ
10. การคิดแบบวภัชชวาท เป็นการคิดแบบวิภัชชวาทเป็นระบบความคิดที่เอกลักษณ์ของ
ุ
พทธศาสนา เป็นระบบการคิดที่แสดงความจริงแบบแยกแยะให้เห็นทุกแง่ทุกมุม ไม่หยิบยกเอาเฉพาะส่วน
มาสรุปวินิจฉัย
แนวคิดทางพทธศาสนาเถรวาทเกี่ยวกับการแก้ไขความขัดแย้ง เน้นแก้ไขที่เหตุปัจจัยภายใน
ุ
ซึ่งเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมภายนอกคู่พพาทที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง เมื่อปัจจัยภายในของคู่พพาทได้รับ
ิ
ิ
การแก้ไขจนเกิดสัมมาทิฏฐิ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะคลายตัวลงในที่สุด
วิธีการจัดการความขัดแย้งตามหลักพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้
1. จัดการความขัดแย้งภายในตน
ุ
พทธศาสนามองว่าธรรมชาติของมนุษย์มีความรักตนเองมากกว่าสิ่งใด จึงท าให้เกิดการยึดมั่น
ถือมั่นในตัวตน ในความคิด หรือยึดติดในผลประโยชน์ และความยึดมั่นถือมั่นที่แตกต่างกันน าไปสู่ความ
ขัดแย้ง การจัดการความขัดแย้งภายในตนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ิ
1) พจารณาตนตามหลักจริต 6 ว่าเป็นคนที่มีจริตแบบใด แล้วปรับจริตที่หนักไปทางใดทาง
หนึ่งจนอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งลง

