Page 2335 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2335

๒๓๑๗





                 ควรเน้นสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของผู้ประนีประนอม ด้วยการใช้ถ้อยค าที่สุภาพนุ่มนวล
                 แต่เปี่ยมด้วยพลัง การแสดงออกถึงความเป็นกลางของผู้ประนีประนอมจะเป็นส่วนส าคัญที่จะท าให้เกิด

                                                      ั
                                   ิ
                 สัมพันธภาพที่ดีกับคู่พพาท เมื่อเกิดความสัมพนธ์ที่ดีต่อกันจะส่งผลให้การไกล่เกลี่ยเป็นไปด้วยความราบรื่น
                 และผู้ประนีประนอมสามารถรักษาความเป็นกลางอย่างสมดุลได้ ด้วยการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคติ
                                    ี
                                                   ั
                           2) ความมสติ เมื่อเกิดความขดแย้งจะท าให้คู่พพาทมีสติรู้ตัวน้อย หรือแทบไม่มีเลย เหตุที่เป็น
                                                                  ิ
                                                      ิ
                 เช่นนี้เพราะความขัดแย้งท าให้จิตใจของคู่พพาทถูกครอบง าด้วยอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ และโมหะ
                                                                 ิ
                 ยิ่งความขัดแย้งพัฒนารุนแรง อกุศลมูลภายในจิตใจของคู่พพาทจะยิ่งเพิ่มขึ้น สติของคู่พิพาทที่เคยมีอยู่ก็จะ
                                                         ิ
                 หายโดยไม่รู้ตัว ผู้ประนีประนอมสามารถช่วยคู่พพาทให้หลุดพนจากการครอบง าของอกุศลมูลได้ด้วยการ
                                                                     ้
                              ิ
                 สร้างสติ จนคู่พพาทกลับมารู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดของตน สามารถใช้ชีวิตได้สอดคล้องกับความเป็นจริง
                  ี
                                  ุ
                 อกครั้ง แนวคิดทางพทธศาสนามองว่าสาเหตุที่แท้จริงของความขดแย้งเกิดจากความไม่รู้เท่าทันตนเองของ
                                                                      ั
                    ิ
                 คู่พพาท จึงเกิดการแสดงออกไม่เหมาะสมจนเกิดความขัดแย้งขึ้น และการท าความเข้าใจกระบวนการ
                                                                                                  ิ
                 ท างานของจิตตามหลักปฏิจจสมุปบาทจะช่วยให้ผู้ประนีประนอมรู้เท่าทันตนเองและเข้าใจคู่พพาทได้
                 มากขึ้น

                           ุ
                              พทธศาสนาถือว่าสติมีความส าคัญต้องใช้ส าหรับทุกเรื่อง รวมทั้งการท าหน้าที่ไกล่เกลี่ยของ
                 ผู้ประนีประนอม “สติ” หมายถึง ความระมัดระวัง ตื่นตัวอยู่เสมอ ความระลึกได้ ไม่เลินเล่อ รับรู้สิ่งที่เข้ามา

                 กระทบ และรู้วิธีปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ผู้ประนีประนอมต้องมีสติตลอดเวลาในการควบคุมกระบวนการไกล่เกลี่ย

                 โดยสติจะช่วยควบคุมอารมณ์ในขณะปฏิบัติหน้าที่ให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องได้ และการปฏิบัติหน้าที่
                 ท่ามกลางความขัดแย้ง ผู้ประนีประนอมจะต้องระมัดระวังทั้งความคิดและการแสดงออกไม่ให้เอนเอยง
                                                                                                      ี
                 เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

                                                ิ
                           3) ความเป็นกัลยาณมตร เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นจะส่งผลให้ความสัมพนธ์ของคู่พพาท
                                                                                           ั
                                                                                                    ิ
                                                 ิ
                 เลวร้ายลง เพราะความขัดแย้งท าให้คู่พพาทเกิดอคติขึ้นภายในจิตใจ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการไตร่ตรอง
                 ที่รอบคอบ ที่เป็นเช่นนี้เพราะความกดดันภายในจิตใจจะท าให้คู่พพาทเสียสมดุลทางความคิด เกิดความไม่
                                                                       ิ
                                                                                                    ิ
                                                       ี
                 รู้เท่าทันการปรุงแต่งของจิตและมองคู่พพาทอกฝ่ายเลวร้ายกว่าความเป็นจริง การแสดงออกของคู่พพาท
                                                  ิ
                 จึงเต็มไปด้วยอารมณ์ทได้รับอทธิพลจากอกุศลมูล เกิดความเห็นแก่ตัว ความหวาดระแวง และความเกลียด
                                    ี่
                                         ิ
                 ชังผสมกันไป จนเกิดการแสดงออกในทางข่มขู่ การด่าทอ หรือการสบประมาท การแสดงออกด้านลบของ
                 คู่พพาทดังกล่าวล้วนส่งผลเสียต่อการเจรจาของคู่พพาท ผู้ประนีประนอมจึงต้องแก้ไขอปสรรคดังกล่าว
                                                                                           ุ
                                                            ิ
                    ิ
                                                                              ิ
                 โดยการสร้างบรรยากาศเจรจาไกล่เกลี่ยที่เป็นมิตร โดยการเชิญชวนให้คู่พพาทสื่อสารกันด้วยมุมมองใหม่
                 ที่เปิดกว้างขึ้น และใช้วิธีการสร้างช่องทางการสื่อสารใหม่ที่มีผู้ประนีประนอมเป็นสื่อกลางที่คอยส่งผ่าน
                                                                   ิ
                                     ิ
                 ข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่คู่พพาท ในช่วงแรกของการไกล่เกลี่ยคู่พพาทอาจจะไม่ไว้วางใจในตัวผู้ประนีประนอม
                             ิ
                                                           ึ
                 แต่หลังจากคู่พพาทเห็นผู้ประนีประนอมแสดงออกถงความเป็นกัลยาณมิตร ด้วยการใช้ถ้อยค าสุภาพกอปร
                 ด้วยเมตตาและความปรารถนาดีที่มีต่อทุกฝ่าย บรรยากาศการไกล่เกลี่ยจะเริ่มเป็นมิตรมากขึ้น และ
                 หลังจากการไกล่เกลี่ยด าเนินไปถึงจุดที่คู่พพาทเห็นความพยายามของผู้ประนีประนอมในการช่วยเหลือ
                                                    ิ
   2330   2331   2332   2333   2334   2335   2336   2337   2338   2339   2340