Page 2564 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2564
๒๕๔๙
(harm) ที่เกิดขึ้นจากการกระท าความผิดนั้นหรือต้องการที่จะให้เกิดขึ้น หรืออาจคาดหมายได้ว่าจะเกิดขึ้น
๑๓
จากการกระท านั้น
ิ
ิ
ส าหรับประเทศไทย การพจารณาถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงเป็นเรื่องที่ผู้พพากษาคุ้นเคยเป็น
อย่างดี โดยเฉพาะเมื่อต้องวินิจฉัยว่ากรณีมีเหตุสมควรจะรอการลงโทษแก่จ าเลยหรือไม่ การพจารณาว่า
ิ
ิ
พฤติการณ์ร้ายแรงหรือไม่นั้นก็จะพจารณาจากผลเสียหายที่เกิดขึ้นว่าส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม หรือ
ส่งผลกระทบต่อผู้เสียหายอย่างใดมากกว่ากัน
๑. กรณีพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง เป็นกรณีที่การกระท าผิดส่งผลกระทบต่อรัฐหรือสังคม
ื่
ส่วนรวมมากกว่ากระทบต่อผู้เสียหาย วัตถุประสงค์ในการลงโทษในกรณีนี้จึงเป็นการลงโทษเพอข่มขยับยั้ง
ู่
โทษที่น ามาใช้ต้องเป็นโทษจ าคุกระยะยาว ย่อมไม่สมควรรอการลงโทษ และเมื่อเป็นกรณีร้ายแรงเช่นนี้
ศาลมักจะไม่รับฟังเหตุผลความจ าเป็นของผู้กระท าผิด
๑๔
ในกรณีความผิดร้ายแรง การที่จะก าหนดบทลงโทษเพอให้ได้สัดส่วนกับความผิด น่าจะต้อง
ื่
พจารณาถึงลักษณะหรือบทบาทของผู้กระท าผิดประกอบด้วย เช่น ผู้ขนยาเสพติดที่เป็นผู้ด้อยโอกาส
ิ
แต่ได้รับการลงโทษในระดับเดียวกับผู้ลักลอบล าเลียงยาเสพติดที่ร้ายแรงมากกว่าและท างานในรูปแบบ
ื่
องค์กร ดังนั้น เพอแก้ไขความไม่ได้สัดส่วนนี้ คณะกรรมการก าหนดโทษทางอาญา (sentencing commission)
๑๕
ั
ขององกฤษจึงแนะน าให้ลดโทษจาก ๑๐ ปี เหลือ ๖ ปี ส าหรับศาลไทยก็ปรากฏว่ามีการใช้แนวคิด
ท านองนี้อยู่บ้าง กล่าวคือ ในกรณีที่กระท าความผิดในลักษณะที่เป็นขบวนการ แต่ละคนอาจมีส่วนร่วมใน
การกระท าความผิดไม่เท่ากัน บางคนเป็นหัวโจก บางคนเป็นลิ่วล้อ แต่ถือเป็นตัวการร่วมกัน ศาลอาจลงโทษ
๑๖
ไม่เท่ากัน
๑๓ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑
๑๔ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘๘/๒๕๕๓ วินิจฉัยว่า ส่วนที่จ าเลยอ้างความจ าเป็นเกี่ยวกับครอบครัวก็เป็นความจ าเป็นที่มี
อยู่ด้วยกันทุกคน กรณีจึงยังไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จ าเลย
๑๕ Ms. Gloria Lai, ความได้สัดส่วนของการตัดสินลงโทษในคดียาเสพติด (Proportionality of sentencing for
drug offences), หน้า ๑๒
๑๖ ค าพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ด ารงตาแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขด าที่ อม. ๔๒/๒๕๖๑ จ าเลยที่
๔ ถึงที่ ๘ เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระท าความผิด ... ลงโทษจ าเลยที่ ๔ (เจ้าของและผู้บริหารบริษัท) จ าคุกกระทงละ ๖
ปี รวม ๑๑ กระทง เป็นจ าคุก ๖๖ ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจ าคุกจ าเลยที่ ๔ มีก าหนด ๕๐ ปี ลงโทษจ าเลยที่ ๕
(เลขานุการ)จ าคุกกระทงละ ๔ ปี รวม ๕ กระทง เป็นจ าคุก ๒๐ ปี ลงโทษจ าเลยที่ ๖ (พนักงานบริษัท) จ าคุกกระทงละ ๔
ปี รวม ๑๑ กระทง เป็นจ าคุก ๔๔ ปี ลงโทษจ าเลยที่ ๗ (แม่บ้านที่บริษัท) จ าคุกกระทงละ ๔ ปี รวม ๘ กระทง เป็นจ าคุก
๓๒ ปี

