Page 2594 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2594
๒๕๗๘
้
ิ่
การน าระบบการไกล่เกลี่ยก่อนฟองมาบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม กระท าได้ด้วยการเพมเติม
ิ
้
บทบัญญัติของกฎหมายให้คดีแพงที่มีข้อพพาทสองฝ่าย ต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟอง
่
ิ
ิ
้
้
่
โดยก าหนดหลักเกณฑ์ในการฟองคดีแพงว่า คดีแพงที่มีข้อพพาทสองฝ่าย ศาลจะไม่รับฟองไว้พจารณา
่
ิ
ิ
้
้
หากข้อพพาทนั้นไม่ผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟอง ส่วนประเด็นอายุความฟองร้องในข้อพพาทที่
๗
ิ
ใกล้หมดอายุความ ให้ใช้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพพาทก่อนฟ้อง เช่นนี้ย่อมท าให้คดีแพง ่
ิ
ที่มีข้อพพาทสองฝ่ายได้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยอย่างแท้จริง ศาลได้เข้ามามีบทบาทช่วยสร้างเสริม
ั
ความสัมพนธ์ของคู่กรณีให้กลับคืนดีขึ้นมาได้โดยเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาของคู่กรณี
้
้
หากไม่สามารถไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทลงในชั้นนี้ได้และผู้ฟองคดีต้องการจะด าเนินคดีต่อไป ผู้ฟองต้องยื่น
้
ค าฟองต่อศาลภายในก าหนดระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่การไกล่เกลี่ยสิ้นสุดลง หรือภายในอายุความ
้
ิ
แห่งสิทธิเดิม ภายหลังศาลรับฟองไว้พจารณา ให้ศาลก าหนดนัดสืบพยานโจทก์และจ าเลยทันทีโดยไม่
ย้อนกลับไปไกล่เกลี่ยซ้ าอก การก าหนดวันนัดพจารณาให้กระท าได้เฉพาะที่เกี่ยวข้องในการก าหนด
ี
ิ
ประเด็นแห่งคดีและการสืบพยานของคู่ความ ดังนั้น ลักษณะคดีแพงที่จะเข้ามาสู่ศาลชั้นต้นคงมีเฉพาะที่
่
้
ต้องมีการสืบพยานเท่านั้น ลดปัญหาการฟองคดีหรือให้การต่อสู้คดีในลักษณะประวิงคดีลงได้ สามารถ
พิจารณาพิพากษาคดีให้เสร็จสิ้นได้ตามกรอบระยะเวลาที่ศาลก าหนด
ในส่วนคดีอาญา มีมุมมองเห็นว่า ค าสั่งศาลที่ให้ควบคุมผู้ต้องหาไว้ในระหว่างการสอบสวน หรือคุม
ิ
ขังจ าเลยไว้ในระหว่างการพจารณาคดี เป็นการจ ากัดเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้ต้องหาหรือจ าเลย
ื่
ิ
ท าให้ขาดอสรภาพและตัดโอกาสในการแสวงหาหลักฐานในการต่อสู้คดีเพอพสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน
ิ
และการควบคุมหรือคุมขังไว้ในเรือนจ า เป็นการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจ าเลยเสมือนเป็นผู้ต้องโทษที่ศาล
ิ
มีค าพพากษาแล้วว่าเป็นผู้กระท าความผิดกฎหมาย ซึ่งขัดหรือแย้งกับหลักการด้านสิทธิและเสรีภาพ
ของปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจ าเลย
ไม่มีความผิด และก่อนมีค าพพากษาอนถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระท าความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้น
ิ
ั
เสมือนว่าเป็นผู้กระท าความผิดมิได้ ในประเด็นนี้ผู้เขียนเห็นว่า ค าสั่งศาลในคดีอาญาที่ใช้อานาจสั่ง
๘
ควบคุมผู้ต้องหาหรือคุมขังจ าเลยไว้ เป็นการกระท าโดยอาศัยอานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา ๗๑ มาตรา ๘๗ และมาตรา ๘๘ ที่ให้อานาจศาลในการควบคุมตัวผู้ต้องหา
ไว้ในระหว่างการสอบสวน หรือคุมขังจ าเลยไว้ในระหว่างการพจารณาคดีของศาล ตั้งแต่ชั้นฝากขัง
ิ
ุ
ชั้นพจารณา ตลอดจนชั้นอทธรณ์และฎีกา อนเป็นการกระท าโดยชอบด้วยกฎหมาย และในทางปฏิบัติ
ั
ิ
กรณีเช่นนี้ถือว่าผู้ต้องหาหรือจ าเลยอยู่ในอานาจของศาลแล้ว แต่การควบคุมหรือคุมขังไว้นั้น ปฏิเสธไม่ได้
ว่าเป็นการจ ากัดสิทธิและเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย ของผู้ถูกควบคุมหรือถูกคุมขัง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบ
ต่อสิทธิด้านอนตามมาอกหลายประการ แม้ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจ าเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
ื่
ี
ิ
ในระหว่างการสอบสวนหรือระหว่างการพจารณาก็เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ศาลมีค าสั่งให้ควบคุมหรือ
๗ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐ ตรี วรรคท้าย
๘ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๙ วรรคสอง

